วันพุธที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2562

มอเตอร์ AC ดียังไง

มอเตอร์ AC ดียังไง
สวัสดีครับ ผมไม่ได้เขียนมานานมาก แต่วันนี้มีเรื่องน่าสนใจ
ที่เกี่ยวกับรถกอล์ฟเลยขออนุญาติมาเล่าให้ฟังครับ
ถ้าพูดถึงมอเตอร์เราก็นึกออกว่าเป็นตัวแปลงพลังงานไฟฟ้า
เป็นพลังกล ในรถกอล์ฟใช้มอเตอร์เป็นตัวขับเคลื่อนรถ ระบบ
มอเตอร์ไฟฟ้าในรถกอล์ฟจากอดีตจนถึงปัจจุบันมี 2 ระบบครับ
DC มอเตอร์
AC มอเตอร์
แบบแรก DC มอเตอร์ เป็นมอเตอร์ที่ถูกใช้มาตั้งแต่เริ่มผลิต
รถกอล์ฟ และใช้ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน เหตุผลที่ใช้
เนื่องจากว่าแหล่งจ่ายพลังงานรถกอล์ฟเป็นแบตเตอรี่
ซึ่งจ่ายแรงดันไฟฟ้าแบบ DC หรือ กระแสตรง ดังนั้นหากให้
สะดวกมอเตอร์ก็ควรจะเป็นกระแสตรงด้วยกัน ในรถกอล์ฟ
รุ่นเก่าหรือรุ่นแรกใช้แรงดัน 36 โวลท์ การควบคุมความเร็ว
ใช้ตัวต้านทานที่เป็นขดลวดมาควบคุมความเร็วรถโดยผ่าน
การเลือกขนาดความต้านทานจากแป้นคันเร่งหรือเรา
เรียกว่า Vipor สวิทซ์ ระบบนี้ออกแบบง่ายแต่มีความสูญเสีย
พลังงานสูง พูดง่ายๆแบตเตอรี่หมดเร็วครับ ผู้ผลิตจึงได้
พัฒนาการควบคุมความเร็วรถกอล์ฟโดยใช้ กล่องควบคุม
หรือ Controller ช่างมักเรียกว่ากล่องคอนโทรล หรือ
กล่องดำ คือกล่องมันเป็นสีดำ ไม่ใช่กล่องดำในเครื่องบิน
ที่เขาหากันเวลาเครื่องบินตกนะครับ เจ้ากล่องดำมันจะทำ
หน้าที่รับสัญญาณจากแป้นคันเร่ง แล้วแปลงเป็นแรงดันไฟฟ้า
จ่ายให้กับมอเตอร์ เราใช้ระบบนี้มาหลายปีมาก
         
รูปภาพ DC มอเตอร์ และ กล่องควบคุมมอเตอร์
กระทั่งถึงปัจจุบันผู้ผลิตได้นำเสนอ AC มอเตอร์ ที่น่าใช้กว่า
ด้วยหลายเหตุผล คงคล้ายกับไฟฟ้าตามบ้านนะครับ
ที่ใช้ระบบ AC กันมานานแล้ว นอกจากนี้ขออ้างอิงรถไฟฟ้า
ระบบรางครับ ใช้ระบบ AC มานานแล้ว แต่ในรถกอล์ฟ
ไฟฟ้าขนาดเล็ก เพิ่งจะเริ่มนำมาใช้ เนื่องจากการควบคุม
มอเตอร์ เราต้องแปลงไฟ DC ให้เป็น AC ในอดีตการแปลง
ไฟจากแบตเตอรี่ DC ให้เป็น AC ยุ่งยากและซับซ้อน
แต่ด้วยเทคโนโลยีปัจจุบันง่ายแล้วครับ ตัวอย่างเช่น
ระบบพลังงานแสงอาทิตย์ครับ มันให้แรงดันออกมาเป็น
ระบบ DC แต่เครื่องใช้ไฟฟ้าล้วนแต่เป็น AC มันจึงมี
ตัวแปลงที่เรียกว่าอินเวอร์เตอร์ซึ่งเริ่มใช้กันมากขึ้นแล้ว
 พูดมายืดยาวคงอยากรู้แล้วว่าระบบ AC มันดีกว่ายังไง
ผมสรุปให้ฟังเป็นข้อๆ ดังนี้ครับ

1. มอเตอร์ตัวเล็กให้กำลังขับสูงกว่า เมื่อเทียบกับ DC มอเตอร์
มอเตอร์ DC มีขดลวดสองชุด ขดลวดชุดหนึ่งสร้างสนามแม่เหล็ก
เพื่อผลักกับขดลวดอีกชุดที่ตัวโรเตอร์ DC มอเตอร์ยิ่ง
ต้องการกำลังสูง มอเตอร์ต้องใช้ขดลวดที่ใหญ่ขึ้นทำให้
มีน้ำหนักและขนาดที่มากขึ้น ส่วน AC มอเตอร์ออกแบบ
สเมือนมีขดลวดชุดเดียวแต่มี 3 เฟส ทำให้มอเตอร์ AC
ขนาด 5 กิโลวัตต์ ขนาดจะพอๆกับมอเตอร์ DC ขนาด 3 กิโลวัตต์
ในอดีตราคา AC มอเตอร์มันแพงครับ แต่ปัจจุบันราคา
ใกล้เคียงกันกับ DC มอเตอร์แล้วครับ
2. ความเร็วรอบสูงกว่า DC มอเตอร์ความเร็วรอบสูงสุด
ทำได้ประมาณ 3,000 รอบ ในขณะที่ AC มอเตอร์หมุน
ที่ประมาณ 5,000 รอบ แล้วมันดียังไง มันดีครับ ถ้าคุณ
ต้องการความเร็ว มอเตอร์หมุนเร็วกว่า รถย่อมวิ่งเร็วกว่า
หรือคุณต้องการกำลังเราก็ปรับอัตราทดให้สูงขึ้น
ก็จะได้กำลังที่มากกว่า ตัวอย่างเช่น รถกอล์ฟที่ใช้ AC
มอเตอร์จะวิ่งได้ความเร็วสูงสุดประมาณ 40 กม./ชั่วโมง
เทียบกันรถกอล์ฟที่ใช้ DC มอเตอร์ วิ่งได้ 23 กม./ชั่วโมง
อีกอย่างหนึ่ง AC มอเตอร์ เราสามารถเรียกแรงบิดได้สูงกว่า
ด้วยการเลือกใช้อัตราทดเฟืองท้ายที่สูงกว่าเช่นอัตรา 16:1
(ปรกติใช้ 12:1) คิดง่ายๆดังนี้ครับว่า หากมอเตอร์หมุน 16 รอบ
ล้อหมุน 1 รอบ ย่อมให้แรงบิดมากกว่า มอเตอร์หมุน 12 รอบ
ล้อหมุน 1 รอบ แรงบิดที่สูงกว่ามีประโยชน์คือ รถกอล์ฟ
ออกตัวได้ดีกว่า หรือ รถกอล์ฟไต่ทางลาดชันดีกว่า
โดยที่ผู้ใช้รถกอล์ฟไม่รู้สึกว่าทำไมตอนขึ้นทางชันแล้ว
เหมือนแรงมันตก

3. ทนทานมากกว่า ใน DC มอเตอร์จะใช้แปรงถ่าน ข้อเสีย
สำคัญเลยครับคือแปรงถ่าน เมื่อทำงานจะเกิดการสึกหรอ
เป็นผงฝุ่น ไอ้ผงฝุ่นนี้หากเราขาดการบำรุงรักษา คือการ
ทำความสะอาดมันจะทำให้เกิดการลัดวงจรภายใน ทำให้
กล่องคอนโทรลหรือกล่องดำพัง กล่องนี้ราคาหลักหมื่น
ครับเสียทีหนึ่งจ่ายไม่ใช่น้อย รถกอล์ฟเก่าๆบางคันกล่องนี้
เสียไม่ซ่อมครับทิ้งคือว่ามันแพง แต่ AC มอเตอร์ ใช้ระบบ
เหนี่ยวนำหรือ Induction ไม่ใช้แปรงถ่านครับ การบำรุงรักษา
จึงน้อยกว่า พูดง่ายๆคือมันไม่ต้องดูแลมากเท่ากับ DC
มอเตอร์ที่ต้องทำความสะอาด และ เปลี่ยนแปรงถ่านเมื่อมันสึกหรอ

4. ความนุ่มนวลของรถแต่งกัน หากคุณเคยนั่งรถกอล์ฟ AC
โดยไม่ติดความเคยชิน จะพบว่าความนุ่มนวลในการขับเคลื่อน
รถ AC จะดีกว่า DC หากอธิบายทางเทคนิคคือ ค่าการปรับแต่ง
ในกล่องคอนโทรลเลอร์ของ AC มีมากกว่า DC ครับทำให้ความ
นุ่มนวลสูงกว่า อันนี้ต้องลองถามผู้ที่เคยขับรถ AC ครับ หาก
สนใจให้ผู้ขายนำรถ AC มาให้ทดลองขับได้ครับ

มีคำถามว่าแล้วทำไม AC มอเตอร์เพิ่งจะผลิตออกมาละถ้ามันดีจริง
ทำไมไม่ทำตั้งนานแล้ว ผมขออธิบายดังนี้ครับ ระบบ AC มอเตอร์
ทำออกมานานแล้วครับ แต่ไม่ในรถกอล์ฟไฟฟ้าครับเนื่องจาก
ทั้งราคามอเตอร์และราคากล่องควบคุมมันสูงครับ  แต่ปัจจุบันมี
การใช้แพร่หลายมากขึ้น ราคามันลดลงมามากตัวหัวใจสำคัญคือ
กล่องคอนโทรล แต่ก่อนราคาแพงกว่าเป็นเท่าตัว ปัจจุบันราคาใกล้
เคียงกันมากแล้วการรับประกันสินค้าจากผู้ผลิตก็เท่ากัน ตอนนี้ติด
แต่เพียงว่ามันเป็นของใหม่ผู้ใช้ยังไม่รู้จัก แต่ต่อไป Mr.Rodgolf
คิดว่ามันจะใช้แพร่หลายครับ

มีอีกคำถามหนึ่งว่าแล้วมันมีข้อเสียไหม มีครับมีดีก็ต้องมีเสีย
เนื่องจากมันเป็นเทคโนโลยีใหม่ช่างที่ดูแลรักษา อาจยังไม่รู้จัก
มันว่าต้องบริการมันยังไง แต่อย่างที่แนะนำไว้ครับ ต่อไปมันก็
ใช้กันแพร่หลาย ขึ้นอยู่กับเราจะเลือกอย่างไร เทคโนโลยีเก่า
ดูแลรักษายาก หรือใช้เทคโนโลยีใหม่ประสิทธิภาพและความ
ทนทานดีกว่าราคาเท่ากันอันไหนให้ประโยชน์กับท่านมากกว่า

วันอังคารที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

ทำไมรถกอล์ฟจึงจอดตาย

ทำไมรถกอล์ฟจึงจอดตาย

ผมจั่วหัวแบบนี้เนื่องจากพบว่า หลายๆหน่วยงานมีซากรถกอล์ฟ
เป็นจำนวนมาก บางแห่งดูแล้วน่าตกใจเสียครึ่งนึ่งใช้ได้ครึ่งหนึ่ง
วันนี้เราลองมาช่วยกันหาสาเหตุดูครับ ว่าเกิดจากอะไร และเรา
จะหลีกเลี่ยงมันได้ยังไง









คนใช้ไม่ได้ซื้อ คนซื้อไม่ได้ใช้

สาเหตุนี้มาจากการซื้อรถไม่ได้มองความต้องการให้รอบด้าน ผู้ซื้อ
ไม่ได้พิจารณา การใช้งานของรถว่าจะมีมากเพียงใด ผู้ให้บริการ
สามารถรองรับการบริการที่เกิดขึ้นได้ไม๊ บางหน่วยงานมองง่ายๆว่า
รถกอล์ฟก็เหมือนกันหมด หากซื้อใหม่ 2-3 ปีแรกไม่น่าจะเสีย จริงอยู่
หากรถที่ท่านซื้อใช้งานปรกติ เรามาดูกันครับว่ามองอย่างไร การใช้งานรถ
คือเวลาที่ใช้ประเมินต่อวัน บางหน่วยงานใช้ วันละ 2 ชั่วโมงต่อวัน เดือนหนึ่ง
ก็ประมาณ 48 ชั่วโมง (คิด 24 วันต่อเดือน) หากรถวิ่งด้วยความเร็ว 18 กม./ชั่วโมง
คิดเฉลี่ยตอนออกตัวตอนหยุดง่ายๆประมาณ 10 กม./ชั่วโมง เดือนหนึ่งก็วิ่ง 480 กม.
เหมือนขับรถไป-กลับนครสวรรค์ แต่อีกหน่วยงานนึ่งใช้งานวันละ 6 ชั่วโมงต่อวัน
เดือนหนึ่งก็ประมาณ 144 ชั่วโมง เดือนนึ่งวิ่ง 1,440 กม. เหมือนขับไปกลับเชียงใหม่
เลยนะครับ รถของหน่วยงานหลังยังไงก็ต้องการ การบำรุงรักษาที่มากกว่า อันนี้
เราไม่พูดถึงความคงทนของรถนะครับ คิดว่ารถวิ่งมากก็ต้องบำรุงรักษามาก ด้วยเหตุนี้
ผู้ซึ้อจะไม่ค่อยทราบคิดว่าตัวเองใช้น้อย ต้องผู้ใช้ครับถึงจะทราบ ดังนั้นเมื่อซื้อมาแล้ว
จึงสงสัยว่ารถทำไมพังเร็ว แล้วมักจะโทษว่ารถไม่ดี ยิ่งไปเจอกับผู้ขายที่มีข้อจำกัดเรื่อง
การบริการด้วยแล้ว ก็พบว่ารถมักจะจอดรอช่างจนเบื่อไปเอง

มีแต่งบซื้อ ไม่มีงบซ่อมบำรุง

ปัญหานี้หลายหน่วยงานคงเคยเจอ เมื่อมีค่าใช้จ่ายแต่ละเดือนที่เกินจากเงินที่มี
ต้องรอ รถกอล์ฟไฟฟ้า ส่วนสำคัญคือแบตเตอรี่ เมื่อครบรอบเปลี่ยนแบตเตอรี่ แบตเตอรี่
ชุดหนึ่งประมาณ 25,000-40,000 แล้วแต่คุณภาพแบตเตอรี่ ลองดูครับถ้าจำเป็น
ต้องเปลี่ยนพร้อมกันหลายคัน คงใช้เงินพอสมควร ทางแก้ใขก็จะ ซื้อส่วนหนึ่งก่อน
ไม่สามารถซื้อได้ทั้งหมด เมื่อมีรถที่ขาดแบตเตอรี่ ก็จะมีการถอดอะไหล่ไปใส่คันอื่นอีก
เมื่อต้องการจะใช้จริง ก็พบว่างบในการซ่อมสูงกว่าเดิม หรือประเมินไม่ได้ว่าต้องทำ
อะไรบ้าง เนื่องจากถอดอะไหล่ไปหลายอย่าง นี่แหละครับจอดตายแน่นอน

ใช้เป็นอย่างเดียว

รถกอล์ฟก็เหมือนเครื่องจักรชนิดหนึ่ง คุณคิดว่ามีเครื่องจักรอะไรบ้างที่ไม่ต้องการ
การบำรุงรักษา มีหน่วยงานหลายแห่งที่มีระบบการดูแลรถกอล์ฟหรือเครื่องจักร
โดยฝ่ายช่างภายใน แต่ไม่เคยนำรถกอล์ฟไปให้ฝ่ายช่างบำรุงรักษาเลย ใช้งานอย่างเดียว
จะไปหาช่างก็ต่อเมื่อวิ่งไม่ได้ บางทีต้องเอารถไปลาก เรื่องนี้เป็นเรื่องจริงครับ เพราะว่า
คนใช้มีความรู้สึกว่าต้องใช้ ถ้าหยุดใช้หรือไม่มีรถจะทำให้การทำงานยากลำบากขึ้น
ประกอบกับไม่มีใครอยากทำหน้าที่นำรถไปให้ช่างบำรุงรักษา เนื่องจากเป็นงานนอก
หน้าที่ไม่เกิดผลผลิต ดังนั้นเมื่อเกิดปัญหานี้หลายๆครั้งเข้า รถจะมีสภาพชำรุดมาก
เนื่องจากขาดการบำรุงรักษา เมื่ออยู่ในสภาพนี้ผู้ใช้ก็มีความรู้สึกไม่ชอบ ไม่อยากใช้
เนื่องจากอยากได้ของใหม่มากกว่า อันนี้เป็นประสพการตรงครับ หน่วยงานทั่วไป
ใช้รถกอล์ฟอยู่ระหว่าง 3-6 ปี ต้องทิ้งเป็นซาก แต่ถ้าเป็นสนามกอล์ฟจะใช้ได้ถึง
 8-10ปี ในสภาพที่ยังขายต่อได้อีกนะครับ

ค่าซ่อมแพงจังเลย

ข้อนี้จะเป็นทุกที่ ที่มีนโยบายลดค่าใช้จ่าย ผู้บริหารมักจะคิดว่าเครื่องจักรทั้งหลาย
ฝ่ายช่างภายในต้องทำได้ จริงอยู่ครับช่างที่มีทักษะจะทำได้แต่ต้องใช้เวลาระยะหนึ่ง
จากที่สังเกตุมา เวลาที่ผมรับช่างเข้ามา เราจะอบรมช่างให้สามารถทำงานได้ มันต้อง
ใช้เวลาครับ 4-12 เดือนแล้วแต่ช่างจะเรียนรู้ได้ อันนี้หมายถึงช่างทำรถกอล์ฟทุกวัน
นะครับ แล้วถ้าเป็นช่างที่ไม่ได้รับการอบรมแก้ใขปัญหาเองละครับ จะเป็นยังไง
อีกสาเหตุหนึ่ง ท่านผู้บริหารเคยทราบไหมครับว่า ภาระงานในหน่วยงานของท่าน
มีมากน้อยเพียงใด ผมเคยเจอช่างปรารถให้ฟังว่า งานปรกติก็ทำไม่ทันอยู่แล้ว
 ต้องมาซ่อมรถกอล์ฟอีก เขาอยากทำครับแต่มัน ทำไม่ทัน ผมมีหลักในการทำงานช่าง
ครับนำไปใช้ได้ 1 คนพร้อม(หมายถึงทำเป็น) 2 เครื่องมือพร้อม 3 อะไหล่พร้อม ครบ3อย่างนี้
ทำงานช่างอะไรก็สำเร็จครับ

ทางแก้ ทางแก้ ทางแก้

1    ป้องกันไม่ให้เป็นซาก ด้วยการซ่อมบำรุงอย่างสม่ำเสมอ ให้นึกถึงรถยนต์ของท่าน
ทุกๆ 10,000 กิโลเมตร ต้องเข้าศูนย์ ศูนย์จะมีรายการให้เลยว่าเช็คระยะนี้ต้อง
ทำอะไรบ้าง เช่นเดียวกับรถกอล์ฟครับ ผู้ให้บริการจะทราบว่าตามระยะจะต้องบำรุง
รักษาหรือเปลี่ยนชิ้นส่วนใดบ้าง อันนี้ถ้าท่านไม่สะดวก ใช้ช่างบริษัทที่จำหน่าย ซื้อ
ประกันเพิ่ม หรือ จ้างซ่อมรายปี หรือ รายครั้ง ตามแต่สะดวก ดีที่สุดครับ
2       หากรถเป็นซากแล้ว ขายคืนให้ผู้ขายครับ ผู้ขายเขามีความสามารถในการปรับสภาพ
รถให้กลับมาอยู่ในสภาพเดิมได้

ทางแก้ทั้งสองทางนี้จะเป็นไปไม่ได้ ถ้าท่านซื้อรถจากบริษัทที่ไม่มีบริการ ตอนซื้อคนขายต้อง
พยายามขายให้ได้เขาพูดได้หมดครับ ผมให้ข้อสังเกตุผู้ขายดังนี้  รถกอล์ฟที่ท่านซื้อมีราคาถูกสุด
ใช่ไม๊ ถ้ามันถูกสุดเขาจะเอาต้นทุนที่ไหนมาบริการคุณ เหมือนคุณจ้างผู้รับเหมาแหละถูกสุด
มักจะทิ้งงาน ประการต่อมาเขามีทีมช่างไม๊ ถ้าเขาทำธุรกิจขายรถกอล์ฟอย่างเดียว มีโอกาส
ที่จะไม่มีช่างหรือจ้างช่างเป็นครั้งๆ แต่ถ้าเขามีธุรกิจให้บริการรถในสนามกอล์ฟ อันนี้เขาต้อง
มีช่างแน่ๆ ลองถามคนขายดูครับ ให้บริการที่ไหนบ้าง อันสุดท้ายเขามีอะไหล่ไม๊ ลองขอราย
การอะไหล่ที่ใช้ดูและให้เขาแนะนำว่าอะไรที่ใช้บ่อยพังบ่อย เขาต้องบอกคุณได้ หรือมีรายการ
พร้อมทั้งรูปภาพอะไหล่ให้คุณดูได้

ซื้อรถกอล์ฟมาใช้ทุกคนอยากให้คุ้มค่า มันต้องเข้าใจตัวเราเอง เข้าใจผู้ขาย
โอกาสรถจอดเป็นซากจะไม่เกิด ลองพิจารณาดูครับไม่ยาก ผมว่าคุณทำได้
ตอนต่อไปมาคุยกันเรื่องเทคโนโลยีไฟฟ้าในรถกันครับ

สงวนสิทธิ์ เผยแพร่ใน บล็อก Mr.rodgolf ครั้งแรก 20 พย. 61

วันจันทร์ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2561

เรื่องที่เราไม่รู้ของแบตเตอรี่ Deep cycle

เรื่องที่เราไม่รู้ของแบตเตอรี่ Deep cycle


ขาดหายไปนานเลยครับสำหรับการเขียนบล็อก ครั้งก่อนว่าจะเขียนเกี่ยวกับ
รายละเอียดในตัวรถ แต่ดูแล้วคงไม่น่าสนใจเลยหยุดไปครับ ประกอบกับผู้ใช้
สอบถามมาเรื่องอายุแบตเตอรี่ ใช้อย่างไรให้ทนทานคุ้มค่ากับราคาที่จ่ายไป
Mr.Rodgolf เลยไปหาข้อมูลจากผู้ผลิตเพื่อตอบคำถาม และได้พบเรื่อง
น่าสนใจของแบตเตอรี่ที่เราไม่รู้ เลยขอนำมาเล่ารวมๆกัน ติดตามได้เลยครับ

แบตเตอรี่มี Run in

แบตเตอรี่มี Run in เหมือนเครื่องยนต์ด้วยเหรอ จริงครับ ข้อมูลจากผู้ผลิต
บอกว่าแบตเตอรี่ใหม่ ไม่สามารถใช้ได้เต็มความจุของมัน จะใช้ได้ประมาณ 75%
ของความจุเท่านั้น แบตเตอรี่จะเริ่มใช้ได้เต็มความจุ หลังจากใช้งานไปแล้วประมาณ
50-125 ครั้ง ขึ้นอยู่กับเทคนิคการออกแบบของผู้ผลิตครับ ดังนั้นแบตเตอรี่ที่ดีจะ
สามารถใช้ได้เต็มประสิทธิภาพเร็วกว่าครับ ท่านสามารถขอข้อมูลนี้จากผู้จำหน่ายได้

เติมน้ำกลั่นก่อนชาร์จ หรือ ชาร์แล้วค่อยเติม

ไม่ควรเติมน้ำกลั่นให้เต็มก่อนชาร์จแบตเตอรี่ แต่หากระดับน้ำกลั่นต่ำกว่าปรกติมาก
(คาดว่าถ้าชาร์จแล้วแห้งถึงแผ่นธาตุ) อันนี้จะทำให้แบตเตอรี่มีอายุสั้นลง เราต้องเติม
น้ำกลั่นให้เหนือแผ่นธาตุแต่ไม่ล้น หลังจากชาร์จเต็มแล้วจึงให้เติมน้ำกลั่นให้เต็มได้
ระดับน้ำกลั่นที่เต็มคือ ต่ำกว่าขอบล่าง ¼ นิ้วตามรูป













อายุของแบตเตอรี่ขึ้นอยู่กับ 2 สิ่งนี้

การใช้งาน และ การบำรุงรักษา
การใช้งานคือ การใช้หนักหรือใช้มาก และการชาร์จไฟที่ถูกต้อง
ประการแรกผู้ผลิตอธิบายอย่างนี้ครับ แบตเตอรี่เหมือนถังน้ำเต็มคือ 100%
หากเราใช้ไป 20% เหลือน้ำในถังอีก 80% ตัว 80% นี้ผู้ผลิตเรียกว่า
DOD (Depth Of Discharge) ดังนั้น DOD มากหรือน้อยขึ้น
อยู่กับว่าเราใช้งานมากหรือน้อย หากใช้งานมากแบตเตอรี่ก็อายุสั้นลง
หากใช้งานน้อยแบตเตอรี่อายุการใช้งานมากขึ้นตามรูป














ตามรูปหากเราใช้แบตเตอรี่ DOD 80% เราจะชาร์จได้ 2,800 ครั้ง หากเราใช้ DOD 50%
จะชาร์จได้ 1,050 ครั้ง หากเราใช้ DOD 90% จะชาร์จได้เพียง 440 ครั้ง น้อยลงอย่างน่าตกใจ
อาจมีคำถามว่าถ้าซื้อมาแล้วใช้แค่ 50% เพื่อให้อายุมันนาน มันก็ไม่มีประสิทธิภาพหรือไม่คุ้มนะซิ
ก็จริงครับ แต่มันเป็นคุณสมบัติของแบตเตอรี่ตะกั่วกรดครับ ถ้าใช้มันต้องยอมรับคุณสมบัตินี้

ประการที่สอง ผู้ผลิตบอกว่าต้องใช้ชาร์จเจอร์ ให้เหมาะสมกับขนาดแบตเตอรี่ อันนี้ผู้ผลิตรถกอล์ฟ
ทุกยี่ห้อได้ทำชาร์จเจอร์ที่เหมาะสมมาแล้วครับ แต่ปัญหาเรื่องแบตเตอรี่จะทนหรือไม่ ขึ้นอยู่กับการ
ชาร์จของท่านแล้วละครับ ว่าท่านชาร์จแบตเตอรี่เต็มไหม ก่อนนำไปใช้งาน หากชาร์จไม่เต็มเครื่อง
ชาร์จยังไม่ตัด ท่านนำไปใช้งานบ่อยครั้งจะทำให้แบตเตอรี่เสื่อมสภาพก่อนกำหนด ไม่สามารถนำ
จำนวนครั้งจากกราฟข้างบนมาอ้างอิงได้เลยครับ

นอกจากนี้เป็นเรื่องการบำรุงรักษาแบตเตอรี่ครับ ซึ่งผู้ผลิตให้ดู 3 สิ่ง
1. ต่อสายเชื่อมขั้วแบตให้ถูกขั้วครบถ้วน และ ขันขั้วแบตเตอรี่ให้แน่น
2. รักษาความสะอาดแบตเตอรี่ และ ระวังไม่ให้ขั้วหรือสายกัดกร่อน
3. ต้องปิดช่องเติมน้ำกลั่นด้วยจุกปิดให้แน่น ตลอดเวลาที่ใช้งาน
และในขณะชาร์จ

แบตเตอรี่เสียลูกเดียวเปลี่ยนยังไง

หากแบตเตอรี่มีปัญหาตรวจพบว่ามีจำนวน 1 ลูกจาก 6 ลูกจะเปลี่ยนยังไง
ผู้ผลิตแนะนำว่าแบตเตอรี่ถ้าใช้น้อยกว่า 100 ครั้งการชาร์จเปลี่ยนแบตเตอรี่
ใหม่ทดแทนได้เลย แต่หากใช้มากกว่า 100 ครั้งการชาร์จให้หาแบตเตอรี่ที่มี
อายุการใช้งานใกล้เคียงกันมากเปลี่ยนจะคุ้มค่ามากกว่านำแบตเตอรี่ใหม่
มาเปลี่ยน

แบตเตอรี่หมดอายุชาร์จยังไงก็ไม่เต็ม

เมื่อแบตเตอรี่มีอายุมากขึ้น ต้องการบำรุงรักษาที่มากขึ้นกว่าแบตเตอรี่ใหม่
อย่างแรก ยิ่งมีอายุมากขึ้นต้องใช้เวลาในการชาร์จมากขึ้น เมื่อหมดสภาพ
ชาร์จยังไงก็ไม่ตัดด้วยตัวเอง แต่ตัดด้วย Timer ของเครื่องชาร์จ วิธีสังเกตุ
ไม่ว่าแบตเตอรี่จะใช้มากหรือน้อย เมื่อชาร์จ ชาร์จเจอร์จะตัดภายใน 8-10 ชั่วโมง
หากมากกว่านี้แสดงว่าตัดด้วย Timer อันพูดถึงชาร์จเจอร์รถกอล์ฟนะครับ
อย่างที่สอง กระแสไฟชาร์จในขณะสิ้นสุดการชาร์จจะมีค่าสูงขึ้น เช่น แต่ก่อน
กระแสไฟ 3A. ชาร์จเจอร์ตัดแล้ว แต่เมื่อเก่าขึ้นต้อง 5A. ชาร์จเจอร์ถึงตัด
อย่างสาม แบตเตอรี่ยิ่งเก่ายิ่งกินน้ำกลั่น ใน 6 เดือนแรกของการใช้แบตเตอรี่
แบบปรกติ (ไม่ใช้หนัก) เราแทบจะไม่ต้องเติมน้ำกลั่นเลย แต่เมื่อแบตเตอรี่มี
อายุมากขึ้น เราต้องเติมน้ำกลั่นบ่อยขึ้น เราจะคิดว่ามันเหมือนเดิมตอนแรก
ไม่ได้ การปล่อยน้ำกลั่นแห้งถึงแผ่นธาตุทำให้แบตเตอรี่อายุสั้นลงอีก อย่าคิดว่า
มันเหมือนเดิมตอนใหม่แล้วละเลยไม่ตรวจสอบน้ำกลั่นนะครับ อีกประการหนึ่ง
น้ำกลั่นที่เติมไม่ควรมีสารอื่นโดยเฉพาะสารที่เป็นโลหะ เกิน 200ppm
( 200 ส่วนใน 1,000,000 ส่วน) แล้วเราจะทราบได้ยังไงละ มีเครื่องวัดครับ
ที่ใช้วัดความบริสุทธิ์ของน้ำได้ หากท่านไม่มี สามารถขอให้ผู้ให้บริการรถกอล์ฟไฟฟ้า
ของท่านวัดให้ได้ครับ ไม่ยุ่งยาก น้ำกลั่นที่บรรจุใส่ขวดแต่ละที่ มีค่าความบริสุทธิ์
ไม่เท่ากันจากที่เคยวัดมา ดังนั้นหากเป็นไปได้ควรตรวจสอบก่อนใช้ จะช่วยยืด
อายุแบตเตอรี่ของท่านไปอีกครับ















ทั้งหมดเป็นข้อมูลจากบริษัทผู้ผลิตแบตเตอรี่ในต่างประเทศครับ Mr.Rodgolf
นำมาเล่าให้ฟังเป็นภาษาง่ายๆ เพื่อความเข้าใจ ตอนต่อไปจะมาเล่าให้ฟัง
ว่าทำไมรถกอล์ฟจึงจอดตายและจะแก้ใขอย่างไร